Loading...

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประวัติศาสนาคริสต์

กำเนิดศาสนาคริสต์ในยุคโรมัน






พระเยซูประสูติเมื่อปีพ.ศ.543 (เริ่มคริสต์ศักราชที่ 1) เป็นช่วงที่อาณาจักรโรมันเจริญถึงขีดสุดภายใต้การนำของพระเจ้าซีซาร์ พระเยซู ประสูติที่เมืองเบธเลเฮม แคว้นยูดาย มารดาชื่อ มาเรีย บิดาชื่อ โจเซฟ เป็นคนเชื้อสายยิว อาศัยอยู่ที่เมืองนาซาเรธ ในสมัยนั้นมีคำทำนายว่า "กษัตริย์แห่งชนชาติยิวได้บังเกิดขึ้นแล้ว" กษัตริย์เฮร็อค ผู้ครองแคว้นยูดายทรงทราบจึงรับสั่งให้ประหารชีวิตเด็กชายที่เกิดในเมืองเบธเลเฮม ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น โจเซฟได้พาภรรยาและบุตรหลบหนี จนกระทั่งกษัตริย์เฮร็อคเสียชีวิตลง พระเยซูก็ เติบโตขึ้นและด้วยความสนใจใฝ่หาความรู้ทางศาสนา เมื่ออายุ 30 ปี ได้พบกับนักบุญจอห์น ผู้เผยแพร่ศาสนายิวและได้รับศีลจุ่ม (แบพติสต์ ) จากจอห์นที่แม่น้ำจอร์แดน นับแต่นั้นมาพระเยซูก็ได้ชื่อว่า พระเยซูคริสต์ (Jesus Christ)
พระเยซูคริสต์ เริ่มประกาศคำสอนโดยรับเอาความเชื่อศาสนายิวเป็น หลักปฏิบัติและเป็นคำสอนที่สำคัญอันหนึ่งเรียกว่า "เทศนาบนภูเขา" (Sermon on Mount) พระเยซูส่งสาวกออกไปเผยแพร่คำสอนอันถือเป็นพระวจนะของพระเจ้าจนได้รับความนิยมจากชาวยิว และเชื่อว่าพระเยซูเป็นเมสสิอาห์ ของยิว ต่อมานักบวชชาวยิวกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับพระเยซูถือว่ามาปฏิวัติศาสนาและเป็นผู้สร้างคำสอนใหม่ให้ศาสนา จึงพยายามหาทางกำจัดโดยกล่าวหาพระเยซูว่าพยายามซ่องสุมผู้คน เพื่อ กบฎชาวโรมันอันเป็นที่มาของการถูกทหารโรมันจับตรึงไม้กางเขนจนถึงแก่ชีวิต เมื่ออายุ 33 ปี โดยประกาศคำสอนได้เพียง 3 ปี เท่านั้น พวกสาวกที่เลื่อมใสพระเยซูก็ตั้งเป็นศาสนาใหม่ขึ้น เรียกว่า " ศาสนาคริสต์ "


แนวคิดเรื่องนรกสวรรค์
ในศาสนานี้ถือว่ามนุษย์ตายแล้ววิญญาณยังไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่ที่ศพคอยวันพิพากษาและจะกลับเข้าสู่ร่างศพฟื้นออกจากหลุมฝังศพ เมื่อเทพบริวารของพระเจ้าเป่าแตรแล้วพากันไปฟังคำพิพากษาจากพระเจ้า ถ้าใครมีบาป ก็จะตกนรกชั่วนิรันดร์ ถ้าใครมีความดีมาก ก็ได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า ถ้าใครมีความดีความชั่วก้ำกึ่งกัน ก็จะถูกส่งไปที่ไฟชำระ เมื่อหมดบาปแล้วจึงไปสู่สวรรค์ ดังนั้น ศพจึงต้องฝังเพื่อให้มีร่างสำหรับวิญญาณได้กลับคืนสู่ร่าง บาปนั้นเมื่อเป็นมนุษย์สามารถล้างได้โดยการ สารภาพบาปแกบาทหลวง หรืออ้อนวอนพระเจ้า พระเยซู พระแม่มาเรีย แล้วบาปนั้นจะหมด


แนวคิดเรื่องจุดหมายปลายทาง
1.จุดหมายปลายทาง สวรรค์ (อยู่กับพระเจ้า)
2.วิธีปฏิบัติ ทำตามบัญญัติของพระเจ้าซึ่งพระเยซูย่อลงมาเหลือ 2 ข้อบ้าง 5 ข้อบ้าง 6 ข้อบ้าง และเติมอีกข้อหนึ่งคือให้
ทานแก่คนอนาถา
3.ชีวิตในโลกนี้ มีเพียงครั้งเดียว แต่มีอยู่ตอนหนึ่งในคัมภีร์ใหม่ (มัดธาย 11 : 14 – 15 และ 17: 12) กล่าวถึงเอลิยา
ศาสดาพยากรณ์ ผู้สิ้นชีวิตไปตั้งแต่สมัย 854 ปี ก่อน ค.ศ. ว่ามาเกิดเป็น จอห์นผู้ล้างบาป อันแสดงว่าพระเยซูรับรองเรื่อง
ความเวียนว่ายตายเกิด แต่ในที่อื่นกล่าวเป็นทำนองเกิดชาติเดียวโดยมาก (หลักฐานเรื่องนี้จาก New Testament)


วิธีปฏิบัติในศาสนา
- การทำความเคารพบูชา
คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือไตรเอกานุภาพ มี 3 คือ
1.พระเจ้า หรือพระบิดา (God)
2.พระบุตร (son)
3.พระจิต (Holy spirit)
ในการทำความเคารพบูชานั้น ได้แก่ทำเครื่องหมายกางเขน วิธีทำคือ
1.ยกมือขวาแตะหน้าผาก กล่าวว่า ขอเดชะพระบิดา
2.ลดมือขวาลงมาแตะหน้าอก กล่าวว่า พระบุตร
3.ยกมือขวาไปแตะที่บ่าซ้าย แล้วย้ายมาบ่าขวา กล่าวว่า พระจิต พนมที่หน้าอกแล้วกล่าวว่า อา เมน (A Men) ซึ่ง
หมายความว่า ขอบุญกุศลนี้จงบันดาลให้พระเจ้าสถิตอยู่กับข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อ
- หน้าที่ของคริสตศาสนิกชน บัญญัติไว้ในสมัยพระมี 4 ประการ คือ
1.เชื่อฟังมิซซา คือพิธีที่บาทหลวงทำในโบสถ์ ในวันอาทิตย์หรือในงานสำคัญอื่นๆ และห้ามทำงานในวันอาทิตย์และวันอื่นที่พระสมัยบัญญัติไว้
2.ถือศีลอดอาหาร และงดเนื้อสัตว์ในวันที่พระสมัยบัญญัติไว้
3.ให้รับศีลล้างบาปโดยถูกต้อง อย่างน้อยปีละครั้ง และรับศีลมหาสนิทโดยบริสุทธิ์อย่างน้อยปีละครั้ง เช่น วันอีสเตอร์
4.ให้บริจาคทรัพย์บำรุงพระสมัย เท่าที่จะสามารถ เพื่อให้มีกำลังเผยแผ่ศาสนาต่อไป

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดศาสนาหนึ่ง มีลักษณะ เป็นศาสนาเทวนิยม  ซึ่งนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวา หรือ พระยาเวห์  คำว่า "คริสต์" มาจากภาษากรีกว่า "คริสตอล" แปลว่า ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่เน้นการมอบความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่กัน  เพราะหลักการของศาสนาคริสต์ ถือว่า มนุษย์ทุกคน เป็นบุตรของพระเจ้า





 ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่พัฒนาหรือปฏิรูปมาจากศาสนายิว หรือ ยุดาย  ดังนั้น การศึกษาศาสนาคริสต์ จึงต้องศึกษาที่ศาสนายูดายก่อน
     ประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสต์กาล  ชนเผ่าหนึ่ง เป็นบรรบุรุษ ของชาวยิว ตั้งถิ่นฐานอยู่  ณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบัน อยู่ในประเทศอิรัก) มีหัวหน้าเผ่าชื่อ "อับราฮัม" (อับราฮัม ได้รับการยกย่อง ่ว่าเป็นบิดาของชาวยิว) ได้อ้างตนว่า ได้รับโองการจากพระเจ้า ให้อพยพ ชนเผ่าไปอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า คานาอัน (ประเทศอิสราเอล ในปัจจุบัน) โดยอับราฮัม กล่าวว่า พระเจ้ากำหนดและสัญญาให้ชนเผ่านี้ เป็นชนชาติ ที่ยิ่งใหญ่ต่อไป การที่พระเจ้าสัญญา จึงก่อให้เกิดพันธสัญญา ระหว่างพระเจ้ากับชนชาวยิว  ดังนั้น ในเวลาต่อมา จึงเรียกคัมภีร์ ของศาสนายูดาย และศาสนาคริสต์ว่า "พันธสัญญา"
ต่อมาดินแดนคานาอัน ประสบความแห้งแล้งอย่างรุนแรง ชาวยิว จึงอพยพกลับ ไปอยู่ในดินแดนของประเทศอียิปต์ และกลายเป็นทาสของอียิปต์ ชาวยิว ทนความลำบากของสภาพทาสไม่ได้ จึงคิดอพยพกลับไปดินแดนคานาอัน การเดินทางครั้งนี้ พระเจ้าทรงมีโองการให้ชาวยิวคนหนึ่งชื่อ "โมเสส" เป็นหัวหน้า ระหว่างเดินทางเต็มไปด้วยความลำบาก และต้องรอนแรมกลางทะเลทรายหลายปี และชาวอียิปต์ได้ส่งทหารติดตามกวาดล้าง โดยคิดว่าชาวยิวจะก่อกบฏ เมื่อไล่ติดตามมาถึงทะเลแดง ด้วยอำนาจของพระเจ้า โมเสสได้แยกน้ำออกจากกัน ทำให้ชาวยิวหนีรอดมาได้ เหตุการณ์สำคัญนี้ ต่อมาได้กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญ ในงานฉลองประจำปี เรียกว่า งานฉลองปาสกา นอกจากนี้ พระเจ้าได้มอบบัญญัติ 10 ประการ ให้แก่โมเสส  เพื่อให้ชาวยิวนำไปยึดถือปฏิบัติ  บัญญัติ  10  ประการนี้ ถือเป็นหลักสำคัญของศาสนายูดาย และต่อมาถือเป็นหลักสำคัญของศาสนาคริสต์ ด้วย  โมเสส ได้รับการยกย่องให้เป็นศาสดาของศาสนายูดาย



ชาวยิวได้ตั้งอาณาจักรคานาอัน ต่อมาอาณาจักรนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้น ของอาณาจักรบาบิโลน และเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมันตามลำดับ  ชาวยิว ยังคงได้รับการกดขี่ข่มเหงจากอาณาจักรโรมัน เราจะเห็นว่า ประวัติศาสตร์ ของชาวยิว เป็นประวัติศาสตร์แห่งความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส ชาวยิว จึงมีความเชื่อในคำทำนายของศาสดาว่า วันหนึ่ง พระเจ้าจะส่งคนลงมาช่วย เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากทั้งหมดของชาวยิว หรือช่วยไถ่บาปให้กับชาวยิว เรียกบุคคลนี้ว่า "เมสสิอาห์" (Messiah) คำว่า เมสสิอาห์ เป็นภาษายิว ตรงกับคำว่า คริสต์ (Christ) หรือ ไครสต์ ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่า ผู้ได้รับเลือก ให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า  ความเชื่อดังกล่าว ทำให้ชาวยิว มีความหวังในชีวิต เมื่อพระเยซู (Jesus) ประสูติ ชาวยิวจำนวนหนึ่ง จึงมีความเชื่อว่า พระเยซู ่คือ เมสสิอาห์ (Jesus Christ = จีซัส หรือ เยซู ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า)
     พระเยซูมีเชื้อชาติยิว คริสต์ศาสนาถือว่า วันสมภพของพระองค์ คือ วันที่ 25 ธันวาคม  ค.ศ. 1 (ซึ่งถือเอาวันสมภพเป็นปีที่ 1 แห่งคริสต์ศักราช ซึ่งตรงกับ  พุทธศักราช 543)  ณ หมู่บ้านเบธเลเฮม แคว้นยูดา ในดินแดนปาเลสไตน์ (อิสราเอล ในปัจจุบัน) มารดาชื่อมารีอา หรือมาเรีย ชาวคริสต์เชื่อว่านางมาเรีย ตั้งครรภ์ ไม่เหมือนสตรีอื่น ๆ  เป็นการตั้งครรภ์โดยอานุภาพแห่งพระเจ้า มีบิดาเลี้ยงชื่อ โยเซฟ สมัยนั้น กษัตริย์ผู้ครองเมืองชื่อ เฮโรด  เมื่อได้ยินคำพยากรณ์ว่า จะมีผู้มีบุญ มาเกิด จึงคิดกำจัด  ดังนั้น โยเซฟและมาเรียจึงหนีไปอยู่อียิปต์ เป็นการชั่วคราว เมื่อเรื่องราวสงบแล้ว ก็อพยพกลับถิ่นฐานเดิม  พระเยซูเติบโตขึ้นที่หมู่บ้านเล็ก ๆ  ในเมืองนาซาเรธ แคว้นกาลิลี เมื่อวัยเยาว์ พระเยซูเป็นผู้สนใจในเรื่องศาสนธรรม และเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดเป็นอย่างยิ่ง  เมื่ออายุ  30  ปี  ได้ท่องเทียว ไปในดินแดนปาเลสไตน์  ณ ริมแม่น้ำจอร์แดน ทรงพบกับจอห์น หรือ โจฮัน หรือ John the Baptism ซึ่งหมายถึง จอห์น ผู้ให้ศีลจุ่ม  หลังที่ได้รับศีลจุ่มแล้ว ได้เสด็จไปประทับในป่าอันอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเพียงพระองค์เดียว  ทรงบำเพ็ญพรต โดยอดพระกระยาหารเป็นเวลา 40 วัน จากนั้นพระองค์ก็เริ่มสอนประชาชน ให้หลุดพ้น และประสบสันติสุข  พระองค์มีสาวกที่สำคัญ  12  คน (เนื่องจากชาวยิว มี  12  เผ่าพันธุ์)  สาวกองค์แรก ที่เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ศาสนา คือ ซีมอน หรือเปโตร หรือ เดฟาส หรือที่คริสต์ศาสนิกชนเรียกว่า นักบุญปีเตอร์ หรือ เซนต์ปีเตอร์ (Saint Peter) นักบุญอีกท่านหนึ่ง ที่มีบทบาทในการเผยแพร่ ศาสนาคริสต์คือ  นักบุญเปาโล หรือเซนต์ปอล  เป็นนักบุญที่กลับใจ จากการตามจับกุม และลงโทษพวกคริสเตียน  มาเป็นผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ตั้งแต่ปีแรก ๆ  ที่พระเยซูสิ้นพระชนม์
 การขยายตัวอย่างรวดเร็วของศาสนาครสิต์ ได้สร้างความหวั่นไหว และส่งผล สะเทือนต่อศาสนายิวเป็นอย่างยิ่ง ปุโรหิตผู้ดูแลวิหารเสียผลประโยชน์ เกรงว่า พระเยซูจะแย่งสาวกของตนไป เพราะคำสอนของศาสนาคริสต์ เน้นเรื่องจริยธรรม ศีลธรรมมากกว่าพิธีกรรม ซึ่งพิธีกรรมของศาสนายิว จะได้แก่ การบูชาพระเจ้า ด้วยเครื่องบูชา  เช่น  เนื้อวัว  แพะ  แกะ  นกพิราบ  นกเขา  เป็นต้น  ในที่สุด ผู้ปกคตรองชาวโรมัน ก็สั่งประหารชีวิตพระเยซู ด้วยการตรึงกับไม้กางเขน เพราะเกรงว่าชาวยิว ที่คัดค้านพระเยซูจะไม่พอใจ ชาวคริสต์ถือว่าเหตุการณ์ ครั้งน้ เป็นการแสดงความรัก  เพราะพระเจ้าทรงกรุณาแก่สัตว์โลก จึงประทานบุตร มาไถ่บาปของมนุษย์ด้วยการสละชีวิตพระบุตรของพระองค์เอง  พระเยซู สิ้นพระชนม์ ที่่เมืองโกลกอต (Golgotha) เมื่อพระชนม์ได้  33  พรรษา
     หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูแล้ว ศาสนาคริสต์ ได้กลายเป็น ศาสนาประจำชาติ ของอาณาจักรโรมัน ในปลายศตวรรษที่ 1  และปลายศตวรรษที่ 4  จากนั้น ได้แพร่กระจายเป็นศาสนาประจำชาติของหลายประเทศในทวีปยุโรป


เนื้อหาเพิ่มเติม youtube.com





อ้างอิง:http://202.28.17.24/religion/index.php/2010-05-07-09-11-54.html